วิธีใช้ AI เขียนโค้ดโดยยังเข้าใจระบบของตัวเอง

Nick Bevers จาก Spatie มองว่า AI ทำให้นักพัฒนาหลายคนเลิกคิดเอง กดแค่ลูกศรกับ Enter ตามตัวเลือกที่ AI เสนอ แล้วเชื่อคำตอบโดยไม่ตรวจ เขายังใช้ AI ทุกวัน แต่ขอให้ทุกคนยังรู้ว่าระบบของตัวเองทำงานยังไง และให้คนเป็นคนเลือกทิศทาง

เผยแพร่
เวลาอ่าน
3 นาที
สรุปจาก
Nick Bevers · www.nickbevers.dev
แท็ก
#AI
ในโพสต์นี้ 5 หัวข้อ
  1. นักพัฒนากดแค่ลูกศรกับ Enter ทั้งวัน
  2. AI ตอบได้ดีขึ้นทุกวัน แต่ยังไม่ใช่ความจริง
  3. นักพัฒนามีสองแบบ คือ Bob กับ John
  4. เขายังใช้ AI ทุกวัน แค่ไม่ยกการตัดสินใจให้
  5. อ่านคู่กับ Jason McCreary แล้วเห็นสองด้าน

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัว Nick เขียนไว้ตั้งแต่ต้นเองว่าอย่าเชื่อว่าเป็นความจริงทั้งหมด อ่านแล้วให้คิดต่อเอง เขาเขียนช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 และนับ "AI ยุคใหม่" ตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา

นักพัฒนากดแค่ลูกศรกับ Enter ทั้งวัน

ความกังวลหลักของเขาคือคนเลิกคิด เครื่องมือ AI ตอนนี้มักเสนอทางเลือกมาให้ A, B บางทีมี C และช่อง "อื่น ๆ" การกด Enter รับตัวเลือกที่เสนอมานั้นง่ายมาก ส่วนการเลือก "อื่น ๆ" แล้วคิดทางของตัวเองต้องตั้งใจทำ

เขาบอกว่าตัวเองก็เป็นบ้าง เมื่อก่อนนักพัฒนากดตัวอักษร ตัวเลข และวงเล็บ ตอนนี้เหลือแค่ลูกศรกับ Enter เขากลัวว่าอีกไม่นานงานจะกลายเป็นเขียน prompt ยาว ๆ หนึ่งครั้ง แล้วกดไปเรื่อย ๆ จนหน้าตาออกมาพอใจ ช่วงที่ต้องนั่งคิดกับปัญหายาก ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เราเก่งขึ้นจะหายไป

AI ตอบได้ดีขึ้นทุกวัน แต่ยังไม่ใช่ความจริง

Nick เปรียบ AI กับ Brainy Smurf ตัวการ์ตูนที่มั่นใจว่าตัวเองถูกเสมอ นักพัฒนารอบตัวเขาหลายคนเลิกตรวจคำตอบแล้ว บางคนสนใจแค่หน้าตา บางคนเชื่อว่า AI ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์

เขาย้ำว่าโค้ดต้องผ่านคำถามมากกว่า "ใช้ได้หรือเปล่า" เช่น query ช้าไหมเมื่อข้อมูลโต หรือคนที่ใช้ screen reader ใช้หน้านี้ได้ไหม (accessibility) การเห็นว่าหน้าจอทำงานได้จึงไม่พอจะบอกว่างานเสร็จ

นักพัฒนามีสองแบบ คือ Bob กับ John

เขาแบ่งนักพัฒนาเป็นสองแบบ

Bob (จาก Bob the Builder) John (จาก John Watson คู่หูของ Sherlock)
ชอบอะไร สร้างของให้เสร็จ เข้าใจว่าของที่สร้างทำงานยังไง
ใช้ AI แบบไหน ให้ AI พาไป ให้ AI เป็นผู้ช่วย
ดูอะไรก่อนส่งงาน หน้าจอใช้ได้ โค้ดที่จะส่ง และภาพรวมของระบบ

เขาจัดตัวเองเป็น John และกลัวว่าคนแบบนี้กำลังเหลือน้อยลง จุดยืนของเขาคือ AI ไม่ควรเป็นคนตัดสินว่าฟีเจอร์หรือผลิตภัณฑ์จะไปทางไหน AI มีไว้ช่วยให้เข้าใจเร็วขึ้นและลองได้หลายรอบขึ้น

เขายังใช้ AI ทุกวัน แค่ไม่ยกการตัดสินใจให้

Nick ยอมรับว่าตลาดตอนนี้ไม่ใช้ AI แทบไม่ได้ เพราะทำงานไม่ทันคนอื่น เขาจึงเสนอทางกลางไว้แบบนี้

  • งานที่แค่สร้างให้เสร็จก็พอ อย่างโปรเจกต์ส่วนตัวหรือเครื่องมือใช้ภายใน ปล่อย AI ทำได้มากหน่อย แต่ก็ยังควรรู้ว่าในโปรเจกต์มีอะไร
  • ไม่ต้องเขียนเองทุกบรรทัด แต่ต้องมีภาพในหัวว่าระบบแบ่งเป็นส่วนไหน ข้อมูลไหลไปทางไหน
  • ชั่งความเร็วกับราคาที่ต้องจ่ายทีหลัง ส่งงานเร็วขึ้นหลายสัปดาห์ทำให้ทุกคนพอใจ แต่ถ้าไม่มีใครตรวจจริง ก็อาจต้องใช้อีกหลายสัปดาห์ไล่แก้บั๊ก

ท้ายบทความเขาเล่าความกลัวอีกสองเรื่อง คือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ AI และอนาคตที่กำไรระยะสั้นกับความเร็วสำคัญกว่าคุณภาพ เขาบอกว่าอยากให้ความกลัวพวกนี้อยู่กับตัวต่อไป เพราะทำให้ยังอยากเรียนรู้

อ่านคู่กับ Jason McCreary แล้วเห็นสองด้าน

ก่อนหน้านี้เราสรุปบทความของ Jason McCreary ที่เลิกอ่านโค้ดที่ AI เขียนแล้ว และใช้ test, static analysis กับ CI เป็นรั้วแทน สองบทความนี้ดูเหมือนเถียงกัน แต่จริง ๆ เห็นตรงกันมากกว่าที่คิด McCreary ไม่ได้ยกการตัดสินใจให้ AI เขาย้ายความรู้ของตัวเองไปอยู่ในรั้วที่ออกแบบเอง ส่วนคนที่ Nick กังวลคือคนที่ไม่มีทั้งภาพในหัวและไม่มีรั้ว

ที่เราทำงานกับ AI agent ทุกวันอยู่ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างสองคนนี้ ผมไม่ได้อ่านทุกบรรทัด แต่คำถามก่อนเริ่มงาน การเลือกทาง และการลองใช้หน้าจอจริงยังเป็นงานของคน ตามที่เล่าไว้ในวิธีทำงานกับ AI agent แบบที่ผมใช้ทุกวัน คำถามที่บทความของ Nick ชวนให้ถามตัวเองคือ ถ้าปิดแชทกับ AI ไปหนึ่งวัน เรายังอธิบายได้ไหมว่าระบบที่เราดูแลทำงานยังไง ผมเลยลองนับคำตอบของตัวเองย้อนหลัง แล้วเขียนผลไว้ในวิธีสั่งงาน AI agent เป็นภาพใหญ่โดยยังตัดสินใจเอง

ต้นฉบับของ Nick ยาวราว 8 นาที และมีน้ำเสียงส่วนตัวมากกว่าที่สรุปไว้ตรงนี้ครับ

อ่านต่อ

ถูกอ้างถึงใน

ล่าสุด

ดูทั้งหมด →